จริยธรรมธุรกิจ
  
  1. 1. หลักการ

    บริษัทเอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการอันเป็นปัจจัยหลักในการเสริมสร้างให้องค์กรมีระบบที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน คณะกรรมการบริษัทจึงได้กำหนดจรรยาบรรณธุรกิจ เพื่อให้กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน มีแนวทางในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรม และเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันได้แก่ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ คู่แข่งขันทางการค้า และสังคมส่วนรวมเพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรธรรมาภิบาล

  2. 2. วิสัยทัศน์ และพันธกิจ

    วิสัยทัศน์:

    AP เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ที่อยู่ในใจผู้บริโภค ผู้ซึ่งนำไลฟ์สไตล์และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคมาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจสูงสุด

    พันธกิจ :

    การเป็นองค์กรที่ไวต่อการตอบสนอง เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า และพร้อมที่จะตอบสนองกับความต้องการนั้นๆ อย่างรวดเร็ว

  3. 3. จรรยาบรรณธุรกิจ

    • 3.1 การปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศ นโยบาย ระเบียบวิธีการทำงาน และคำสั่งต่างๆ ของบริษัท บริษัทมีนโยบายในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ประกาศหรือข้อกำหนดของหน่วยงานที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของบริษัท และข้อบังคับของบริษัทอย่างเคร่งครัด ดังนี้
      • 1) สนับสนุนให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศ นโยบาย ระเบียบวิธีการทำงาน และคำสั่งต่างๆ ของบริษัท อย่างเคร่งครัด
      • 2) กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะต้องหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
      • 3) กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน จะต้องไม่กระทำการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยอมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติงานต่างๆ
    • 3.2 การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ
      • 3.2.1 การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น
        • 1) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และให้ความสำคัญต่อข้อแนะนำต่างๆ ของผู้ถือหุ้น และนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
        • 2) กำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และไม่กระทำการใดที่อาจมีความขัดแย้งกับผลประโยชน์ของบริษัท
        • 3) เปิดเผยข้อมูลสารสนเทศของบริษัทอย่างถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส เพื่อให้ผู้ถือหุ้น และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รับทราบข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน
        • 4) กำกับดูแลไม่ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน แสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้ข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือข้อมูลความลับของบริษัท รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่บริษัท
        • 5) กรรมการจะต้องบริหารงานโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้มีคุณธรรม และจริยธรรมในทุกระดับของบริษัท ตลอดจนสอดส่องดูแลและจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในบริษัท
      • 3.2.2 การปฏิบัติต่อพนักงาน
        บริษัทได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อพนักงานดังนี้
        • 1) การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ข้อบังคับการทำงาน หรือข้อบังคับอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างเคร่งครัด
        • 2) การปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความสุภาพ และให้ความเคารพต่อความเป็นปัจเจกชน และสิทธิส่วนบุคคลของพนักงาน ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวของพนักงานโดยถือเป็นความลับ
        • 3) การกำหนดเงื่อนไขการว่าจ้างที่เป็นธรรม และให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมตามศักยภาพ
        • 4) การจัดให้มีโครงการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของพนักงานให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงในอาชีพ
        • 5) การดูแลรักษาสภาพแวดล้อม และจัดระบบการทำงานให้พนักงานมีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน รวมถึงสุขอนามัยที่ดี
        • 6) การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ตลอดจนจัดให้มีช่องทางให้พนักงานสามารถร้องเรียนในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องที่อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และมีกระบวนการแก้ไข รวมถึงมาตรการคุ้มครองพนักงานดังกล่าว
      • 3.2.3 การปฏิบัติต่อคู่ค้า และเจ้าหนี้
        บริษัทได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อคู่ค้า และเจ้าหนี้ดังนี้
        • 1) การเปิดโอกาสในการทำธุรกิจกับคู่ค้าทุกราย และกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้างที่มีความโปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท
        • 2) หลีกเลี่ยงการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้างที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท
        • 3) การปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ตกลงไว้กับคู่ค้า หรือเจ้าหนี้อย่างเคร่งครัด
        • 4) หลีกเลี่ยงการรับของกำนัล การรับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ หรืองานเลี้ยงรับรองจากคู่ค้าที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะ หรือประโยชน์อื่นใด
      • 3.2.4 การปฏิบัติต่อลูกค้า
        บริษัทได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อลูกค้า ดังนี้
        • 1) การให้บริการหรือปฏิบัติกับลูกค้าอย่างสุภาพ และด้วยความเสมอภาค
        • 2) การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยไม่ค้ากำไรเกินควร
        • 3) การให้ข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำที่ครบถ้วน ถูกต้อง เพียงพอ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ้าน คอนโดมิเนียม และบริการต่างๆ
        • 4) การปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ต้องรีบแจ้งให้ลูกค้าทราบ เพื่อร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา
        • 5) การจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้า และมีมาตรการรักษาความลับของลูกค้า รวมถึงไม่นำข้อมูลของลูกค้าไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ
        • 6) การจัดให้มีระบบหรือช่องทางเพื่อให้ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบริการและดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ไข รวมทั้งแจ้งผลให้ลูกค้าทราบภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
      • 3.2.5 การปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้า

        บริษัทมีนโยบายที่จะประพฤติตามกรอบกติการการแข่งขันที่ดี ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตหรือไม่เหมาะสม และไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการค้า ด้วยการกล่าวหาในทางร้าย

      • 3.2.6 การปฏิบัติต่อชุมชนและสังคม

        บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี โดยปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เน้นการปลูกฝังจิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมให้เกิดขึ้นภายในองคกร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม

      • 3.2.7 การปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม
        • 1) บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
        • 2) บริษัทส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานเอาใจใส่ต่อกิจกรรมที่จะเสริมสร้างคุณภาพด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม
        • 3) บริษัทจัดให้มีมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
    • 3.3 ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
      • 3.3.1 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องหลีกเลี่ยงการทำรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ใช้คำนิยามตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด ดังนี้
        • 1) คู่สมรส
        • 2) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
        • 3) ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งบุคคลดังกล่าว รวมถึงบุคคลในข้อ (1) และ (2) เป็นหุ้นส่วน
        • 4) ห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งบุคคลดังกล่าว รวมถึงบุคคลในข้อ (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 30
        • 5) บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนที่บุคคลดังกล่าว รวมถึงบุคคลในข้อ (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตามข้อ (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละ 30
        • 6) บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนที่บุคคลดังกล่าว รวมถึงบุคคลในข้อ (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตามข้อ (3) หรือ (4) บริษัทตามข้อ (5) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละ 30
        • 7) นิติบุคคลตามมาตรา 246 และ 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สามารถมีอำนาจจัดการในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล
      • 3.3.2 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะต้องไม่ประกอบกิจการที่เป็นการแข่งขัน หรือมีลักษณะเดียวกันกับบริษัท หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็ฯกรรมการของบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเดียวกัน หรือที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท
      • 3.3.3 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ไม่ว่าจะมีหน้าที่ ระดับ หรือตำแหน่งใด (รวมถึงสมาชิกในครอบครัวโดยตรง) จะต้องหลีกเลี่ยงการทำรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท
      • 3.3.4 กรณีที่จำเป็นต้องทำรายการนั้นเพื่อประโยชน์ของบริษัท ให้ทำรายการนั้นเสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอกที่มีข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่วิญญูชนพึงกระทำกับคู่สัญญาทั่วไป ด้วยอำนาจต่อรองทางการค้าที่ปราศจากอิทธิพลจากการที่เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และบุคคลดังกล่าว ต้องไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุมัติเรื่องดังกล่าว รวมถึงต้องไม่เข้าร่วมประชุมในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
      • 3.3.5 ในกรณีที่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันภายใต้ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกันตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
      • 3.3.6 ในกรณีที่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานเข้าไปเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือที่ปรึกษาในองค์กรอื่น การดำรงตำแหน่งนั้น ต้องไม่ขัดต่อประโยชน์ของบริษัท หรือเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้กับองค์กรที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่ง รวมถึงต้องไม่ขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงในบริษัท
      • 3.3.7 ในการพิจารณารายการที่มีหรือาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งอื่น ให้ปฏิบัติตามนโยบายการเข้าทำรายการระหว่างกัน และหลักการทำธุรกรรมระหว่างบริษัท บริษัทย่อย กับกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง
      • 3.3.8 กรรมการ และผู้บริหารที่ดำเนินการใดๆ ซึ่งมีส่วนได้เสียกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะต้องมีหน้าที่ในการรายงานการมีส่วนได้เสียทันทีที่มีรายการเกิดขึ้น และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า บริษัทมีการตรวจสอบเป็นประจำ จึงกำหนดให้เลขานุการบริษัท มีหน้าที่สำรวจรายการที่มีส่วนได้เสียเป็นประจำทุกสิ้นปี และให้รายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัททราบ
      • 3.3.9 เพื่อประโยชน์ในการติดตามดูแลการมีส่วนได้เสียของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง ให้บุคคลดังกล่าวรายงานการถือครองหลักทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามข้อกำหนด และส่งสำเนาให้เลขานุการบริษัท ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เลขานุการบริษัทรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทต่อไป
    • 3.4 การใช้ข้อมูลภายในและการรักษาข้อมูลอันเป็นความลับ
      • 3.4.1 ห้ามใช้โอกาสหรือข้อมูลที่ได้จากการเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานในการหาประโยชน์ส่วนตน เพื่อผู้อื่น หรือทำธุรกิจที่แข่งขันกับบริษัท หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
      • 3.4.2 ห้ามกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานใช้ข้อมูลภายในหรือให้ข้อมูลภายในแก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหรือขายซึ่งหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นของบริษัท ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือนำข้อเท็จจริงเช่นนั้นออกเปิดเผยเพื่อให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าว โดยตนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และบุคคลดังกล่าวที่ทราบข้อมูลภายในที่มีนัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องงดซื้อขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ของบริษัท ในช่วงเวลาดังต่อไปนี้
        1. 1) ก่อนการเผยแพร่ข้อมูลภายในต่อสาธารณชน (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม จนถึงวันที่รายงานงบไตรมาส 1 / ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม จนถึงวันที่รายงานงบไตรมาส 2 / ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน จนถึงวันที่รายงานงบไตรมาส 3 / ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่รายงานงบงวดประจำปี)
        2. 2) ภายหลังจากการเผยแพร่ข้อมูลภายในแล้ว เป็นเวลา 5 วันทำการ เพื่อให้บุคคลภายนอกได้มีเวลาประเมินข้อมูลดังกล่าวเป็นเวลาพอสมควร
        3. นอกจากนี้ ยังห้ามมิให้บุคคลดังกล่าว รวมถึงบุคลากรในส่วนงานนักลงทุนสัมพันธ์ และส่วนงานประชาสัมพันธ์ของกลุ่มบริษัท เปิดเผยข้อมูลภายใน แก่บุคคลอื่น รวมทั้งผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอกทั่วไป นักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และสื่อมวลชน ในระหว่างช่วงเวลา 7 วันก่อนวันที่บริษัทจะเผยแพร่ข้อมูลนั้นๆต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือต่อสาธารณชน รวมถึงให้งดเว้นจากการพบปะเพื่อให้ข้อมูล จัดประชุม หรือตอบข้อซักถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในใดๆ กับบุคคลดังกล่าวทั้งสิ้น

      • 3.4.3 ห้ามใช้ข้อมูลของบริษัทไปอ้างอิงต่อบุคคลภายนอก เพื่อสร้างประโยชน์ส่วนตัว
      • 3.4.4 ห้ามเปิดเผยข้อมูลความลับทางธุรกิจของบริษัทต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคู่แข่ง ถึงแม้จะพ้นสภาพการเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัทไปแล้ว
      • 3.4.5 รักษาข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กรไม่ให้รั่วไหลไปยังบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรหรือผู้มีส่วนได้เสีย ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามกฎหมาย
    • 3.5 ความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของบริษัท
      • 3.5.1 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ถือเป็นทรัพย์สินของบริษัท ผู้บริหารและพนักงานจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของบริษัทเท่านั้น
      • 3.5.2 การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
      • 3.5.3 ห้ามผู้บริหารและพนักงานใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์หรือละเมิดลิขสิทธิ์
      • 3.5.4 ห้ามผู้บริหารและพนักงานเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจของบริษัท หรือคัดลอกข้อมูลของบริษัทใส่สื่อบันทึกข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
      • 3.5.5 ผู้บริหารและพนักงานควรใช้อินเตอร์เน็ตในการแสวงหาข้อมูลและความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน และจะต้องหลีกเลี่ยงเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย หรือละเมิดศีลธรรมอันดี
      • 3.5.6 ห้ามผู้บริหารและพนักงานเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ได้มีไว้สำหรับตนโดยมิชอบ
      • 3.5.7 ทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะเครื่องหมายการค้า ถือเป็นทรัพย์สินของบริษัท ผู้บริหารและพนักงานจะต้องดูแลรักษาไม่ให้ถูกล่วงละเมิด และไม่เปิดเผยให้กับผู้ใด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัท
      • 3.5.8 ผู้บริหารและพนักงานจะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเมื่อพบเห็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือการกระทำที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
      • 3.5.9 ในการเข้าทำสัญญาหรือนิติกรรมใดๆ ควรมีการตกลงให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา
  4. 4. จริยธรรมของกรรมการ

    • 4.1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    • 4.2 บริหารงานโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งส่งเสริมให้มีคุณธรรมและจริยธรรมในทุกระดับของบริษัท ตลอดจนสอดส่องดูแล และจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในบริษัท
    • 4.3 บริหารงานโดยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และไม่แสวงหาประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท
    • 4.4 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ วิริยะอุตสาหะ รักษาระเบียบแบบแผน และธรรมาภิบาลของบริษัท เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีให้แก่พนักงานโดยทั่วไป เพื่อให้บริษัทมีความก้าวหน้า และเป็นไปอย่างถูกต้อง
    • 4.5 มีอิสระในการตัดสินใจ และกระทำการบนพื้นฐานของความถูกต้อง
  5. 5. จริยธรรมของผู้บริหาร และพนักงาน

    • 5.1 ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม ตลอดจนต้องรายงานเหตุการณ์ที่อาจก่อนให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสีย และทรัพย์สินของบริษัทโดยเร็ว
    • 5.2 ต้องปกป้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด มีความยุติธรรมและไม่มีอคติ
    • 5.3 ต้องพร้อมที่จะทำงานเป็นทีม และสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
    • 5.4 ต้องปฏิบัติตาม ตลอดจนต้องสนับสนุน และช่วยควบคุมกำกับพนักงานในบังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามระเบียบ วินัย และข้อกำหนดของบริษัท ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายลิขสิทธิ์ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัท
    • 5.5 ไม่ให้ใช้เวลางานของบริษัทไปทำอย่างอื่น หรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว
    • 5.6 ไม่ประกอบกิจการอันมีสภาพเดียวกัน หรือเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท ไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น หรือเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจครอบงำการจัดการ ซึ่งอาจเป็นผลเสียหายต่อบริษัท
    • 5.7 ไม่ประพฤติตนไปในทางที่อาจทำให้เสื่อมเสียต่อตำแหน่ง หน้าที่ และเกียรติคุณของบริษัท
    • 5.8 ไม่แจ้งหรือใช้ข้อความที่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งต่อบริษัท
    • 5.9 ไม่ทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อ และกระทำการใดๆ อันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเพื่อให้งานลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต
    • 5.10 ไม่ปกปิดหรือบิดเบือนความจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นผลเสียหายต่อบริษัท ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
    • 5.11 ไม่กระทำผิดกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา อันส่งผลเสียหายแก่ตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
    • 5.12 ไม่เรียกรับหรือยินยอมที่จะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ คู่แข่ง หรือบุคคลอื่นใดที่ทำธุรกิจกับบริษัท หรือการเลี้ยงรับรอง ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า เกินกว่าความเหมาะสม ยกเว้นของขวัญตามประเพณีนิยม การเลี้ยงรับรองทางธุรกิจตามปกติ หรือค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมธุรกิจอันนำมาซึ่งชื่อเสียงทางการค้า เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนตามธรรมเนียมนิยม แต่หากสิ่งเหล่านั้นมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที
    • 5.13 ไม่ให้สินบน ไม่ว่าโดยตรงหรือผ่านบุคคลที่สาม หรือใช้อิทธิพลอย่างไม่ถูกต้องต่อตัวแทนของรัฐ ลูกค้า หรือคู่ค้า
  6. 6. การรักษาจรรยาบรรณและการติดตามดูแลให้มีการปฏิบัติ

    พนักงานทุกระดับมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจด้วยความเข้าใจและการยอมรับ โดยใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการประพฤติผิดจรรยาบรรณ กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ โดยการประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สื่อสารให้พนักงานรับทราบและเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างทั่วถึง และรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับการรักษาและปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ

  7. 7. การแจ้งข้อร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะ

    บริษัทได้กำหนดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด แจ้งข้อร้องเรียน หรือแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะโดยสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่นายโกศล สุริยาพร s_kosol@hotmail.com ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบของบริษัทได้โดยตรง

  8. 8. การดำเนินการเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน

    คณะกรรมการตรวจสอบและ/หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะเป็นผู้พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน และดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสม โดยคณะกรรมการตรวจสอบและ/หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะติดตามผลและ/หรือความคืบหน้าเป็นระยะ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งผลการสอบสวนภายในระยะเวลาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ร้องเรียนทราบ และคณะกรรมการตรวจสอบและ/หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะรายงานให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบต่อไป

  9. 9.บทลงโทษและวิธีการพิจารณาโทษของการกระทำผิดจรรยาบรรณธุรกิจ

    • 9.1 พนักงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ ต้องได้รับโทษทางวินัยตามที่ระบุในระเบียบข้อบังคับในการทำงาน ซึ่งบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยด้วยความเป็นธรรมตามความเหมาะสมและตามที่เห็นสมควร การลงโทษดังกล่าวรวมถึงการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นหนังสือ การพักงาน และการเลิกจ้าง
      ทั้งนี้ พนักงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณ หรือละเว้นการฝ่าฝืนหรือการประพฤติผิดจรรยาบรรณโดยทันทีที่ได้รับการตักเตือนด้วยวาจา เว้นแต่กรณีที่การกระทำผิดจรรยาบรรณดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงเช่น การให้หรือการรับสินบน การทุจริตคอร์รัปชั่น การเปิดเผยข้อมูลความลับหรือทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทต่อบุคคลที่สาม การปกปิดหรือไม่รายงานข้อมูลสำคัญใดๆ ต่อผู้บังคับบัญชา และการกระทำใดๆ ที่เสื่อมเสียต่อเกียรติคุณของบริษัท ซึ่งบริษัทสามารถเลิกจ้างพนักงานผู้นั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
      อนึ่ง หากความผิดตามจรรยาบรรณธุรกิจประการใด เป็นความผิดตามกฎหมายด้วย พนักงานผู้นั้น ย่อมต้องได้รับการดำเนินคดีตามกฎหมาย
    • 9.2 หากไม่สามารถสรุปผลการพิจารณาโทษของการกระทำผิดจรรยาบรรณธุรกิจได้ ให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อพิจารณา และให้ถือคำตัดสินของประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นที่สิ้นสุด
  10. 10.กำหนดระยะเวลาการทบทวนจรรยาบรรณธุรกิจ

    บริษัทจะจัดให้มีการพัฒนาและปรับปรุงจรรยาบรรณธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีการทบทวนจรรยาบรรณธุรกิจเป็นประจำทุกปี